วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เรียนรู้การทำนา-ทำสวน

ตั้งแต่จำความได้ อายุน่าจะประมาณ 8-10 ขวบ ก่อนไปโรงเรียน พ่อจะมอบหมายหน้าที่ให้ผมจูงควายไปส่งที่นา การออกไปทำนาต้องออกจากบ้านตั้งแต่ไก่โห่ ใช้เวลาเดินจากบ้านไปทุ่งประมาณ 20-30 นาที ก็จูงควายผ่านช่องกิ่ว ซึ่ง"ช่องกิ่ว" มีลักษณะเป็นทางวัว-ควายเดินจนลึกประมาณถึงหลังควาย เป็นร่องกว้างประมาณ 1.50-3.00 เมตร ระยะทางประมาณ 200 เมตร สำหรับคนจูงควายเมื่อต้อนควายลงช่องกิ่วแล้ว คนก็จะต้องไต่สะพานไม้ท่อนเดียลัดเลาะไปรอรับควายที่ปากทางออก ช่องกิว เป็นชื่อเรียกทางสาธารณะที่เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านกับทุ่งนา ที่มีพรุกั้นอยู่ ถ้าไม่เอาวัว-ควายผ่านช่องกิ่วก็จะเอาวัวควายออกทุ่งไม่ได้ เพราะในที่พรุคันนาโดนน้ำท่วม ไม่มีทางเดิน เมื่อผ่านช่องกิ่ว ก็จะออกสู่ทุ่งกว้าง เดินจูงควายลัดเลาะไปตามคันนา จนถึงที่นาเวลาประมาณ 05.30 น. แต่สำหรับกลางทุ่ง เวลาขนาดนั้นจัดว่าสว่างแล้วครับ พ่อจะเทียมไถลงมือไถนา ผมจะไปดูซ่อนที่ดักปลาไว้ เพื่อเอาปลา/กุ้งที่ได้กลับไปบ้านให้แม่ทำกับข้าว

ถ้าเป็นวันที่โรงเรียนหยุด เมื่อส่งควายเสร็จ จะต้องเอาปิ่นโตไปส่งให้พ่ออีกรอบ ประมาณ 7.00-8.00 น. เพราะช่วงเช้าแม่ไปกรีดยางไม่ได้ทำอาหารเช้าไว้ให้ แม่กรีดยางเสร็จประมาณ 6.30-7.00 น. จึงจะเริ่มทำอาหาร เมื่อพ่อยังไม่ได้กินอาหารเช้า ผมจะต้องเอาอาหารเช้าไปส่งให้พ่ออีกรอบ ผมชอบเอาปิ่นโตไปส่งให้พ่อ เพราะแม่จะเตรียมอาหารเช้าเผื่อผมด้วย ผมจะไปกินข้าวที่ทุ่งกับพ่อ ถ้ากินข้าวเช้าที่บ้าน กับข้าวก็จะธรรมดๆ แต่ถ้าไปกินที่ทุ่งก็จะเป็นอาหารพิเศษ ทั้งปริมาณและชนิดของกับข้าว ในวัยเด็กผมไม่ชอบแกงส้มเป็นแกงน้ำเปล่า ผมชอบแกงกะทิ เพราะไม่ใช่น้ำเปล่า คือ มีกะทิด้วย เข้าใจว่าสมัยเด็กรสชาติแกงส้มไม่ถูกปากเพราะเปรี้ยว แต่แกงกะทิออกรสหวานมันเค็ม ครบทุกรส พึ่งมาชอบกินแกงส้มตอนเข้าวัยหนุ่มนี่เองครับ

กุศโลบายของพ่อ-แม่ ในการให้ผมออกไปส่งควายไถนาให้พ่อ ผมพึ่งมาทราบทีหลังครับ คือท่านต้องการให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในท้องทุ่ง การทำนา การแก้ปัญหาในนาข้าว ตลอดจนการหาอาหารจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นฐานต่อมาในการใช้ชีวิตเมื่อโตขึ้น เพราะหลังจากผมเริ่มต้นด้วยการจูงควายไปส่งให้พ่อ ต่อมาพ่อก็ให้ผมเปลี่ยนมือช่วยไถเป็นครั้งคราว ผมได้หัดการไถนาเป็นครั้งแรก น่าจะอายุประมาณ 10 ขวบ แต่ก็ไถได้ครับ ที่สำคัญคือควายที่ลากไถมันเก่ง เราถือหางไถไม่ให้ล้มเท่านั้นเอง ควายมันจะรู้จักคลองไถของมันเอง มันรู้ว่าถ้าทางตรง ขาข้างหนึ่งจะเยียบบนดินที่ยังไม่ไถ ขาอีกข้างจะเดินบนรอยไถเก่า แล้วผานไถก็จะกินขี้ไถพอดี เมื่อถึงมุมนาก็จะเกิดแนวโค้งของรอยไถ ควายมันก็รู้เองว่ามันจะต้องเดินออกนอกแถวประมาณ 1 คืบ เพื่อให้ผานไถตรงตามแนวที่ต้องการ "ไม่แวง" ความเก่งของควายทำให้เราผ่อนแรงได้มาก เวลาผมไถ ท่าทางควายมันจะมีความสุขมาก เพราะผมไม่ค่อยจะเร่งรีบมันเท่าไร พ่อบอกว่าทำงานที่ต้องใช้แรงกายเยอะๆ อย่าเร่งมาก ควายก็เหนื่อยคนก็เหนื่อย สู้ทำไปอย่างช้าๆ แต่ใช้เวลานานๆ เพราะฉะนั้นขณะที่ควายลากไถ มันก็จะเล็มหญ้าไปด้วย เราก็ไม่ต้องประคองไถแบบเดินเร็ว เพราะถ้าประคองไถไม่ทันก็จะแวง และอาจล้มลุกคลุกคลาน พ่อบอกว่าบางคนไถนาแบบรีบ ทำให้เหนื่อยเร็ว เมื่อเหนื่อยเร็วก็พักก่อน งานที่ได้นอกจากจะไม่เรียบร้อยแล้วยังได้งานน้อยกว่า เคล็ดลับจึงอยู่ที่ไปทำงานแต่เช้า เพื่อให้ได้เวลาทำงานมากขึ้นกว่าคนทั่วไป และทำงานช้าๆ แต่ให้อดทนทำนานๆ พักให้น้อย สองเคล็ดลับนี้ทำงานอะไรก็สำเร็จ

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ขายของมาตั้งแต่รุ่นโน้น

ในวัยเด็ก อายุตอนนั้นน่าจะประมาณสิบขวบ ทุกวันเสาร์แม่จะไปขายของที่ตลาดนัดหน้าอำเภอ แม่บอกว่าการขายของทำให้เราได้กินของราคาถูก เราขายหอมกระเทียม ทำให้เราไม่ต้องซื้อหอมกระเทียม เราขายอะไรเราได้กินสิ่งนั้น ตอนแม่พูดให้ฟังในวัยเด็กก็ไม่ค่อยจะเข้าใจหรอก แต่โตมาจึงรู้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ในฤดูร้อน อากาศแล้งจัด สะตอฝักละ ๑ บาท ในขณะที่หากเป็นในฤดูฝักละ ๒๐ สตางค์ เท่านั้นเอง แต่ผมชอบกินสะตอ โดยเฉพาะสตอหมกไฟ หอมกรุ่นอร่อยอย่าบอกใครเชียว เมื่อแม่รู้ว่าผมชอบสตอ แม่จึงอยากจะซื้อสะตอมาให้ผม แต่ฝักละบาทในฤดูแล้งนั้นแสนจะแพง "คนฐานะอย่างเราซื้อของแพงกินไม่ไหวหรอก" แม่ว่า "แต่หากเราซื้อสะตอราคาส่งมาขายปลีกเช่น ซื้อมาร้อยฝักละ ๘๐ บาท หรือฝักละ ๘๐ สตางค์ เอามาขายปลีกฝักละบาท ขายได้สัก ๗๐ ฝัก ได้เงินคืนมา ๗๐ บาท เหลือสะตออีก ๓๐ ฝัก กับยังไม่ได้ทุนคืนอีก ๑๐ บาท สะตอที่เหลือ ๓๐ ฝัก มูลค่าซื้อมา คือ ๑๐ บาท เป็นกำไร เอาสะตอที่เหลือมูลค่าฝักละ ๓๓ สตางค์ไว้กิน ทำให้ได้กินสะตอราคาถูก เหมือนกับสะตอในฤดู"

ทุกเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดเรียน แม่มอบหมายให้ผมบรรทุกข้าวสารกระสอบละ ๒ ถัง จากบ้านไปที่ตลาดนัด แม่จะขนของบางส่วนด้วยรถเครื่องล่วงหน้าไปก่อน แม่บอกว่าการขายผักต้องขายแต่เช้า เพราะมีโอกาสได้ขายส่งให้แม่ค้าด้วยกัน แต่ข้าวสารเป็นของหนัก แม่จะขนไม่หมด หากสขนส่งกับรถสองแถว ซึ่งทั้งหมู่บ้านมีเพียงคันเดียว ก็ถึงตลาดนัดสายเกินไป แม่เลยให้ผมเป็นคนขนส่งข้าสารให้

ผมใช้จักรยานของพ่อ เป็นคันที่พ่อให้ผมปั่นไปโรงเรียนทุกวัน โรงเรียนกับตลาดนัดห่ากันประมาณ ๓๐๐ เมตร ในขณะที่บ้านกับโรงเรียนระยะทาง ๔ ก.ม. ผมปั่นจักรยานไปกลับโรงเรียนทุกวัน การปั่นจักรยานไปส่งข้าวสารให้แม่เสาร์ละสองเที่ยวจึงไม่ใช่ไกลมากมาย แม่ให้ค่าขนมในการปั่นจักรยานไปส่งข้าวสารเที่ยวละ ๕ บาท เท่ากับราคาค่าขนส่งด้วยรถสองแถว ข้าวสารในกระสอบนั้นปริมาณ ๒ ถัง สมัยนั้นขายถังละ ๒๕ บาท ขณะที่แม่ขายข้าวสารได้ ๔ ถัง ประมาณ ๑๐๐ บาท ผมจะได้ค่าขนม ๑๐ บาท ก็เป็นเงินเยอะอยู่เพราะตอนนั้ราคาทองคำบาทละ ๔๐๐ บาท แม่บอกว่า ให้ค่าขนส่งกับลูก ดีกว่าให้คนอื่น เพราะอย่างน้อยเงินที่ได้สัปดาห์ละสิบบาท แม่ให้ค่าขนมไปโรงเรียนเพียงนิดหน่อยก็พอแล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าข้าวกลางวันมากนัก

ท้ายที่สุดแม่ก็ได้ประหยัดเงินอีกต่อ

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน

จากสภาพของหมู่บ้านห่างจากตัวอำเภอสี่กิโลเมตร ท่ามกลางนาข้าวและสวนยาง ครอบครัวเรามีห้าคนพี่สาวและน้องสาว ทั้งพ่อและแม่ตื่นไปกรีดยางตั้งแต่ตีสามตีสี่ โดยพวกเราพี่น้องหลับปุ๋ยไม่รู้สึกตัว ในวัยเด็กผมต้องนอนอยู่บ้านกับพี่สาวและน้องสาว ครั้นพี่สาวอายุ 16 ปี ก็แต่งงานไปอยู่กับครอบครัวสามี อายุผมอ่อนกว่าพี่สาว 5 ปี แสดงว่าจณะนั้นผมอายุ 11 ขวบ หลังจากพี่สาวย้ายออกไป ครอบครัวเราก็เหลือเพียง 4 คนตอนมีพี่สาวอยู่ด้วยพี่สาวทำกับข้าวให้กิน เมื่อพี่สาวแยกเรือนไปผมต้องอยู่บ้านกับน้องสาวตามลำพัง เราต้องตื่นแต่เช้าช่วยเหลือตนเองก่อนไปโรงเรียน มื้อเย็นเมื่อคืนแม่หุงข้าวไว้ให้แล้ว เป็นข้าวที่หุงกินสองมื้อ ส่วนใหญ่มื้อเย็นเราต้องกินกับข้าวให้หมด เพราะเราไม่มีตู้เย็นเก็บเนื้อเก็บผัก อย่างดีที่สุดคือมีปลาเค็มตุนไว้ แต่มื้อเช้าเราต้องกินข้าวเช้าทุกวัน มีไม่บ่อยนักที่มื้อเช้ามีทั้งข้าวพร้อมกับข้าว พ่อแม่สอนให้เราช่วยเหลือตนเองตั้งแต่เด็ก พ่อจะทำเครื่องมือจับปลางายๆ ให้ผมได้เรียนรู้วิธีจับปลาง่ายๆ โดยไม่ต้องรู้เทคนิคและฝีมือการทำนัก แต่รู้วิธีการไปกู้ปลากลับบ้านได้ก็พอ แต่ท้ายที่สุดเมื่อโตขึ้น ผมก็เรียนรู้ที่จะทำเครื่องมือหาปลาเองได้

เครื่องมือดักปลาที่ง่ายที่สุดคือ "ซ่อน" ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปกรวยปากกว้างท้ายแคบ ทำด้วยซี่ไม้ไผ่สีสุกหนาประมาณ 2-3 มม. กว้างประมาณ 10-15 มม. ยาวประมาณ 1.00-1.20 ม. แล้วใช้เชือกกรอให้เป็นรูปกรวย ให้มีรูรั่วให้น้ำลอดได้ตามขนาดของเชือกที่กรอ กะขนาดเชือกประมาณเท่าก้านไม้ขีด การทำให้ปากกว้างท้ายลีบ โดยการเหลาซี่ไม้ไผให้ด้านปากกว้างกว่าด้านหาง การกรอ ด้านปากที่ต้องการกว้างก็ใช้เชือกเส้นโตกว่าปกติ เคล็ดลับของการทำซ่อน คือ จำนวนซี่ของซ่อนต้องเป็นเลขคี่ จะทำให้จังหวะการกรอลงตัว โดยหมุนวนจากปากซ่อนไปถึงท้ายซ่อนด้วยเชือกเส้นเดียว

การดักซ่อน อาศัยแรงไหลเชี่ยวของน้ำดันกุ้หอยปลูปลาเข้าไปในซ่อน แล้วออกไม่ได้ การทำช่องน้ำต้องหาทำเลที่ระดับน้ำสองฝั่งคันนาต่างกันมากๆ ใช้จอบขุดช่องน้ำให้กว้างประมาณ 6-8 นิ้ว ใช้มือลูบให้เศษดินไหลผ่านไปให้หมด ใช้ไม้ขนาดนิ้วก้อยยาวประมาณคืบเสียบดักคอซ่อน กันโดนน้ำดันซ่อนหลุดหายไปกับน้ำ แรงดันของน้ำไหลเชี่ยวจะติดหมดทุกอย่าง ทั้งกุ้งหอย ปู ปลา และเศษใบไม้ใบหญ้า การวางซ่อน ต้องวางในตอนหัวค่ำ ใช้เวลาให้ปลาเข้าซ่อนทั้งคืน ค่อยไปเก็บกู้ตอนรุ่งเช้า

ผมต้องตื่นเช้าราวๆ ตีห้า เพื่อไปเก็บปลาจากซ่อนมาทำอาหารเช้าเอง การเดินไปตามคันนาในบรรยากาศฟ้าสลัว เห็นทางเดินลางๆ ไม่ต้องใช้ไฟส่องนำทาง เดินไปด้วยความคุ้นเคยต่อคันนาที่คดเคี้ยว แม้ช่วงออกจากบ้านจะมองไม่ค่อยเห็น แต่หลังออกจากแสงตะเกียงสักพัก สายตาจะปรับเอง ค่อยๆ ชัดขึ้น อีกอย่าง ยิ่งเดินออกไปแสงอาทิตย์จะเริ่มมากขึ้น อากาศยามเช้าท่ามกลางทุ่งนาช่างสดชื่นดีนัก กลิ่นหอมของต้นข้าวแต่ละแปลงจะแตกต่างกันตามพันธุ์ข้าวที่ปลูก ข้าวหอมกินอร่อยแต่หนูนาก็ชอบ ข้าวที่ทนต่อหนูและแมลงกินไม่อร่อยแต่ได้ปริมาณเยอะ

ผมไปถึงจุดวางซ่อนดักปลา ก็เทปลาใส่ถัง ซึ่งจะมีทั้งปูปลากุ้งหอยและเศษหญ้า หยิบของที่ไม่ต้องการออก เหลือไว้เฉพาะกุ้งกับปลาเอากลับบ้าน คัดเฉพาะกุ้งแยกออกใส่ถังไว้ แม่จะกลับมาจัดการอีกที ผมต้องเอาปลามาจัดการ ถ้าเป็นปลาช่อนต้องขอดเกล็ดผ่าท้องเอาใส้และเหงือกออก ถ้าเป็นปลาดุกก็เอาเหงือกและใส้ออก ใช้มีดเชือดพอเนื้อเปิด โขลกขมิ้นกับเกลือและกระเทียมเคล้าให้เข้าเนื้อปลา ทอดกับน้ำมันมะพร้าวกินเป็นมื้อเช้ากับน้องก่อนไปโรงเรียนทุกวัน

ในวัยหนุ่มผมสูง 181 เซ็นติเมตร น้องสาวสูงตั้ง 170 กว่า ทั้งที่พ่อแม่และบรรพบุรุษก็ไม่ได้สูงกว่าผมและน้อง นึกย้อนไปต้องขอบคุณพ่อและแม่ที่ให้โปรตีนเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา ที่หามาเองในวัยเด็ก

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เรียนต่อที่ไหนดี

เมื่อจบประถม 4 ที่โรงเรียนวัดโรงวาส เพื่อนร่วมรุ่นก็ต้องแยกย้ายกัน ส่วนใหญ่ก็ออกไปทำนาทำสวน เพราะสมัยนั้นการศึกษาภาคบังคับเป็นเพียงประถม 4 หากใครไม่ประสงค์เรียนต่อก็ไม่มีใครว่าอะไร ต้องเข้าใจสังคมสมัยนั้นสักนิดนะครับว่า การไม่ส่งลูกเรียนให้จบภาคบังคับเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง นายอำเภอจะต้องมาสอบถามและติดตามว่ามีเหตุผลอย่างไรที่ไม่ส่งลูกเรียนภาคบังคับ การที่นายอำเภอมาถึงบ้านจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ พ่อแม่บางคนจึงโล่งอกที่ลูกจบการศึกษาภาคบังคับ หลังจากนั้นลูกๆ ที่จบการศึกษาภาคบังคับก็จะได้ช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวนแบ่งเบาภาระ เพื่อนๆส่วนหนึ่งจึงออกไปทำสวนทำนาและแต่งงานมีครอบครัว ส่วนที่ประสงค์จะเรียนต่อประถมปลาย (ป.5 - ป.7) ต้องไปเรียนที่โรงเรียนบ้านโคกโพธิ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนชั้นประถมปลายมานาน แต่โชคดีที่ปีนั้นชั้นประถมปลายได้ขยายมาสู่ระดับตำบล เพื่อนๆส่วนหนึ่งจึงไปเรียนต่อที่โรงเรียนบ้านท่าเรือ บางส่วนก็ไปเรียนที่โรงเรียนวัดสุนทรวารี ซึ่งหากนับโรงเรียนวัดโรงวาสเป็นศูนย์กลางทั้งสองโรงเรียนจะห่างจากโรงเรียนวัดโรงวาสประมาณ 2 ก.ม. โรงเรียนวัดสุนทรวารีจะมีนักเรียนที่เป็นไทยพุทธเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชนพุทธ ส่วนโรงเรียนบ้านท่าเรือก็จะตรงกันข้าม แต่เพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนต่อประถมปลายก็ไปเรียนที่โรงเรียนบ้านท่าเรือเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าครูใหญ่โรงเรียนบ้านท่าเรือสมัยนั้นคือครูคลิ้ง จันทร์เพ็ญ ซึ่งมีบ้านอยู่ในหมู่บ้านใกล้ๆกับโรงเรียนวัดโรงวาสนั่นเอง จึงสามารถตะล่อมให้ผู้ปกครองส่งลูกหลานเข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านท่าเรือได้ทั้งหมด สำหรับผมแม่ตัดสินใจใส่งไปเรียนที่โรงเรียนบ้านโคกโพธิ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในตัวอำเภอ ด้วยเหตุผลว่าจะได้ไปหาประสบการณ์ในเมือง ผมจึงต้องปั่นจักรยานเป็นระยะทาง 4 ก.ม. เศษ ไปกลับทุกวัน เพื่อนร่วมรุ่นของผมที่ต้องปั่นจักรยานไปเรียนด้วยกันที่โรงเรียนบ้านโคกโพธิ์ก็มี นัยนา ยอดนุ้ย สุมาลี มะลิแก้ว จุรีย์ ชนะทอง แล้วก็ผมซึ่งเป็นผู้ชายคนเดียว ทั้งสามคนนั้นเขาอยู่บ้านใกล้กันที่บ้านประดู่ เขาจะปั่นจักรยานไปพร้อมกัน แต่สำหรับผมเป็นลูกบ้านควน ซึ่งห่างจากบ้านประดู่ประมาณ 1500 เมตร ก็ต้องปั่นจักรยานไปคนเดียว อีกอย่าง คือ เด็กผู้หญิงเขาจะออกจากบ้านเช้า ปั่นไปเรื่อยๆ แต่ผมจะออกจากบ้านสายกว่าแต่ก็เร่งปั่นจนไปทันเขาใกล้ๆ โรงเรียน ท้ายที่สุดก็ถึงโรงเรียนพร้อมกันครับ

สมัยนั้นทางเข้าออกหมู่บ้านกับตัวอำเภอตลอดระยะทาง 4 ก.ม. จะเป็นถนนลูกรัง เมื่อถึงหน้าฝนจะเป็นหลุมเป็นบ่อ การปั่นจักรยานต้องคอยหลบหลีกไม่ให้ตกหลุม ซึ่งหากมีน้ำขังจะทำให้รองเท้าและเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนได้ บางคราวเมื่อเขาปรับแต่งถนนใหม่ๆ ลูกรังให่ยังไม่เซ็ตตัวดี เมื่อฝนตกลงมาลูกรังจะกลายเป็นดินเหนียวสีแดงติดล้อรถจักรยานจนอัดเข้าไประหว่างล้อกับบังโคลนอัดแน่นจนล้อหมุนไม่ได้ ต้องจอดแคะดินลูกรังออก ไปต่อได้สักระยะก็จะติดเหมื่อนเดิมอีก เคล็ดลับก็คือต้องปั่นจักรยานลงไปในหลุมที่มีน้ำขัง ดินลูกรุงเมื่อโดนน้ำก็จะหลุดออกไป มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะปั่นกลับจากโรงเรียนพร้อมๆ เพื่อนดินลูกรังเข้าไปอัดล้อจักรยานจนไปไม่ได้ ประกอบ ปลื้มกมลา เพื่อนรุ่น้องหนึ่งปีถึงกับจอดรถนั่งร้องให้ เพราะไม่รู้จะเอารถไปอย่างไร แต่สำหรับผมตัดสินใจทิ้งจักรยานไว้ข้างทาง เอาแต่กระเป๋านักเรียนเดินกลับบ้านไปบอกพ่อว่าเอาจักรยานกลับไม่ได้รถติดโคนล้อไม่หมุน พ่อเอารถกลับมาให้ คืนนั้นพ่อจัดแจงถอดบังโคลนจักรยานออกหมด แล้วเอาไม้กระดานฝาหน้า 6 นิ้วใส่แทนกันดินโคลนขึ้นโดนเสื้อผ้า ทำให้ดินไม่อัดกับล้อ รุ่งเช้าผมปั่นจักรยานไปโรงเรียนได้เพียงคันเดียว นอกนั้นเพื่อนๆ ต้องเดินไปโรงเรียนระยะทาง 4 ก.ม.

เราทุลักทุเลไปเรียนอย่างนี้จนจบประถมปลาย แล้วหลังจากนั้นก็เข้าเรียนต่อมัธยมต้นที่โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอเพียงโรงเรียนเดียว ช่วงนี้นอกจากพวกเรา 4 คน แล้ว ยังมีเพื่อนที่จบประถมปลายมาจากโรงเรียนบ้านท่าเรืออีกหลายคน บรรยากาศการไปโรงเรียนจึงสนุกสนานมากขึ้น โดยเฉพาะเวลากลับ ซึ่งโรงเรียนจะเลิกและกลับพร้อมกัน แต่สำหรับผมยังเหมือนเดิม คือ ไปช้ากว่าใครเขา กลับช้ากว่าใครเขา แต่ถึงจุดหมายปลายทางพร้อมกัน คือไล่ตามเขาจนทัน ถึงบ้านและถึงโรงเรียนพร้อมกัน

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

เพื่อนร่วมรุ่น

สมัยนั้น(2510)ไม่มีชั้นอนุบาล นักเรียนจะเข้าเรียนชั้นป. 1 กันเลย แต่จะมีชั้นป.เตรียม(เตรียมประถม) เด็กที่เข้าชั้นเรียน ป.เตรียม ส่วนมากมาเข้าเรียนก่อนอายุถึงเกณฑ์สักปีหรือสองปี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะขึ้น ป.1 สมัยก่อนมีกฏหมายบังคับ พ่อแม่จะต้องส่งลูกเข้าเรียนหนังสื่ออย่างน้อยเมื่อถึงเกณฑ์อายุ 8 ขวบ หากใครไม่ส่งลูกเข้าเรียนก็จะมีเจ้าหน้าที่(ศึกษาธิการอำเภอ) มาติดตามถึงบ้าน และขู่ว่าจะเอาพ่อแม่ไปส่งทางการ ทำนองว่าอาจติดคุกอะไรประมาณนั้น แต่เท่าที่ทราบไม่เคยเห็นมีใครติดคุกสักราย แต่สมัยนั้นครูใหญ่จะออกสำรวจว่าแต่ละปีลูกหลานใครบ้างที่จะเข้าเกณฑ์ต้องไปโรงเรียนก็จะได้รับแจ้งว่าให้ไปโรงเรียนในปีหน้านะ สำหรับผมแม่ส่งเข้าเรียน ป.1 เลยครับ ตั้งแต่เริ่มเรียน ป.1 มีเพื่อนที่เรียนร่วมรุ่นกันดังนี้ ด.ช.เฟื่อง แสนเกื้อ ด.ช. ประสิทธิ(ตุ้ย) .... (ลูกน้าคล้าย) ด.ช. วิลาศ แก้วแกมพุฒ ด.ญ. นัยนา ยอดนุ้ย ด.ญ.สุมาลี มะลิแก้ว ด.ญ. มณฑา จงหลิม ด.ญ.จิม นวลแก้ว ด.ญ.ประไพ คงชุม ด.ญ.อมร ....... (ลูกหนังเซิ้น) ด.ช.สุทัศน์ ลั่นก้อง เข้าเรียนพร้อมกันแต่จบ ป.4 ไม่พร้อมกัน ส่วน ด.ช.วน นวลแก้ว เป็นรุ่นพี่ประมาณ 1-2 ปี แต่เรียนตกซ้ำชั้นจนมาจบพร้อมกันที่ ป.4

สมัยนั้นเด็กที่เข้าเรียนจะมีการสอบเทอมละครั้ง การประเมินผลผ่านหรือไม่ผ่าน คิดจากร้อยละของการสอบปลายภาค(สอบไล่) เช่น ขณะเรียนอยู่ ป.2 เทอมแรกสอบไล่ได้ ร้อยละ 60 เทอมที่สองสอบไล่ได้ ร้อยละ 80 เฉลี่ยตอนจบเท่ากับสอบได้ร้อยละ 70 เป็นต้น คะแนนร้อยละที่สอบได้ตอนจบ ป.2 จะทิ้งไปเลย เมื่อจะขึ้น ป. 3 ก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ เทอมแรกได้เท่าไร ค่อยเอามาเฉลี่ยกับเทอม 2 แล้วค่อยสรุป ว่าจบ ป.3 ได้คะแนนร้อยละเท่าไร อย่างนี้เป็นต้น ระยะหลังมาได้เปลี่ยนระบบการประเมินผลการเรียนเป็นระบบเกรดที่คิดผลการเรียนเฉลี่ยเป็นช่วงชั้น

ตอนนั้นผลการเรียนของผมอยู่ในเกณฑ์ดี จะมีคู่แข่งที่ผลัดกันได้ที่ 1 - 2 อยู่เพียง 2 คน คือกับ ด.ญ. นัยนา ยอดนุ้ย แต่ส่วนมากผมจะได้ที่ 2 มากกว่า เหตุที่ผมเรียนได้อ่อนกว่าเขาน่าจะเป็นเพราะพื้นฐานที่บ้านหรือพูดง่ายๆ คือครอบครัวของเราทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานอยู่กับทุ่งนาและสวนยาง พื้นฐานการศึกษา ป.4 การจะสอนพิเศษหรือติวให้ลูกจึงเป็นสิ่งเกินกำลัง แต่ทั้งพ่อและแม่สอนให้ผมใช้ความพยายามให้มากที่สุด คำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ เช่น "วันนี้มีการบ้านอะไรบ้าง" "ทำแล้วหรือยัง" "ทำการบ้านให้เสร็จก่อนนอนนะ" "อ่านหนังสือบ้างนะ" แต่ทางครอบครัวของเขาซึ่งอยู่กับน้าที่เป็นครูทั้งสองคน ทั้งน้าชายและน้าสะใภ้ เขาจึงมีโอกาสได้ติว ได้สอนการบ้าน และให้คำแนะนำพิเศษต่างๆ ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ก็เรียนในระดับปานกลางตามแตกต่างกันไป ใครเก่งกว่าใครจำไม่ได้แล้ว แต่คนที่เรียนแล้วตกซ้ำชั้นคือ ด.ช.สุทัศน์ ลั่นก้อง ที่เข้าเรียนชั้น ป.1 พร้อมกัน เมื่อผมเลื่อนชั้นขึ้น ป.2 เขาต้องเรียน ป. 1 อีกปี เมื่อผมขึ้นชั้น ป.3 เขาเลื่อนขึ้น ป.2 เมื่อผมขึ้น ป.4 เขาก็ซ้ำชั้น ป.2 ซึ่งท้ายที่สุดเขาก็จบ 2 พร้อมกับผมจบชั้น ป.4 ความจริงสุทัศน์เป็นเด็กที่ฉลาด มีไหวพริบ มีประสบการณ์ในท้องทุ่งมากว่าใคร แต่สุทัศน์ไปอยู่กับพ่อเฒ่า(คุณตา) ที่เอาสุทัศน์ไปเลี้ยงอีกบ้าน ทำให้สุทัศน์ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ ชอบเข้าป่ายิงนกตกปลาไปตามประสา ถึงเวลาสอสุทัศน์ไม่ค่อยได้สนใจสอบ ทำให้ได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 50 ทำให้ต้องตกซ้ำชั้นบ่อย เฉลี่ยสุทัศน์เรียนชั้นละสองปี ปัจจุบันนี้แม้เพื่อนจะเรียนในระดับชั้นประถมและมัธยมแบบตะกุกตะกัก แต่ระยะหลังสุทัศน์เห็นว่าเพื่อนเรียนไปกันหมดแล้ว สุทัศน์รู้สึกตัวจึงมุ่งมานะเรียนจนจบปริญญาตรี แม้จะจบหลังคนอื่นสัก 5-7 ปี แต่สุทัศน์ก็ประสบความสำเร็จในชีวิต ปัจจุบันรับราชการทหารมีอาชีพและครอบครัวที่ที่มั่นคง

ที่นำเรื่องนี้มาเล่าเพื่อให้มองเห็นภาพในเชิงประวัติศาสตร์ว่าสมัยหนึ่งมีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง และทำให้มองเห็นสภาพการจัดการเรียนการสอนโดยเฉพาะการประเมินผลการเรียนสมัยนั้นที่แตกต่างจากสมัยนี้ แต่เชื่อไหม เด็กสมัยนั้นจบ ป.4 สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่เด็กปัจจุบันนี้ (2552) จบ ป. 6 ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลย

วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

โรงเรียนวัด

ผมเข้าโรงเรียนเมื่ออายุครบ 8 ปีบริบูรณ์ โรงเรียนที่หมู่บ้านของฉันตั้งอยู่ในวัด ชื่อ โรงเรียนวัดโรงวาส ทุกวันผมต้องเดินไปโรงเรียน จากบ้านไปโรงเรียน ระยะทางประมาณ 2 ก.ม. ถนนเป็นถนนลูกรังสีแดงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นคันนาขนาดใหญ่หน่อยสูงเท่ากับคันนา ยามหน้าฝน น้ำท่วมต้องถลกขากางเกง ถ้าสวมรองเท้าก็ต้องถอดรองเท้าหิ้ว ไม่เช่นนั้นรองเท้าเปียกน้ำ ถนนลูกรังช่วงแรกเลียบคลองที่มีน้ำใสไหลลัดเต้นไม้และเถาวัลย์ที่คลุมคลอง บางช่วงจะมีทรายผุดขึ้นนำตื้น เป็นแหล่งที่เด็กๆ จะได้เล่นน้ำ ช่วงพักกลางวันเด็กๆ ส่วนใหญ่จะเดินเท้ากลับไปทานข้าวที่บ้าน แต่ผมต้องไปทานข้าวเที่ยงที่บ้านป้าขลิบ แม่จะจ่ายตังค์ให้ป้าขลิบรายสัปดาห์ ผมไปกินอาหารกลางวันเท่าที่จะกินได้จนอิ่มพร้อมน้ำแข็งใสถ้วยหนึ่ง นับว่าป็นโครงการอาหารกลางวันของแม่ ที่แม่ต้องใช้วิธีนี้เพราะแม่จะได้ไม่ต้องห่วงอาหารกลางวันของลูก ไปทำงานได้สะดวกใจ
โรงเรียนของฉันใช้ศาลาเอนกประสงค์กลางลานวัด วันที่วัดจะต้องทอกกฐิน หรือมีงานศพ โรงเรียนจะต้องหยุดการเรียนการสอน มีเสาธงทำด้วยไม้จริงอยู่ด้านหน้าอาคาร ตรงมุมซ้ายมือมีต้นมะปรางอยู่ต้นหนึ่ง อาคารที่ใช้เรียนเป็นอาคารไม้ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร เสาตั้งอยู่บนตอม่อปูน โครงสร้างไม้ทั้งหลังที่ประกอบกันเข้าโดยไม่ต้องบาก แต่จะใช้วิธีเจาะและสอด พื้นปูด้วยไม้หน้าสามเว้นระยะ ทำให้สามารถกวาดเศษดินและทรายลงใต้ถุนได้ง่าย เวลามีงานทำบุญฟังเทศน์ ชาวบ้านจะบ้วนน้ำหมากลงร่องได้โดยสะดวก พื้นของอาคารแบ่งเป็นสองระดับ ระดับบนจะวางเป็นรูปตัวแอล ใช้ประโยชน์สำหรับพระสงฆ์นั่งเมื่อทำพิธีต่างๆ ด้านล่างจะเป็นพื้นราบ เมื่อใช้อาคารดังกล่าวเป็นห้องเรียน พวกเราจึงได้ใช้พื้นล่างเป็นที่ตั้งโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งเรียนสำหรับเด็ก ป. 2-3-4 สำหรับเด็ก ป.1 ใช้พื้นระดับที่สูงกว่าด้านหนึ่งเป็นที่เรียน โดยการนั่งกับพื้น มีโต๊ะเป็นไม่หน้าแปด ยกระดับขึ้นมาพอเขียนหนังสือและซุกขาเข้าไปได้ ผมเข้าไปเรียน ป1 ด้วยชั้นเรียนนี้ สมัยนั้น ป.1 และ ป. 2 มีคุณครูเลิศ ชนะทอง เป็นครูปประจำชั้น คุณครูหิ้น ปลื้มกมลา ประจำชั้น ป. 3 สำหรับ ป.4 มีคุณครูเลี่ยง เป็นครูประจำชั้น คุณครูหาญ(หิ้น) ปลื้มกมลา ทำหน้าที่เป็นครูใหญ่ด้วย
ที่อาคารเรียนหลังนี้ แม่เล่าให้ฟังว่าคนเก่าคนแก่หลายคนเรียนจบประถมสี่ที่นี่ แม่ก็เรียนจบประถมสี่ที่นี่ สมัยที่แม่เรียนคุณครูชื่อคุณครูเลื่อน แก้วนาวี สอนนักเรียนตั้งแป.1 ถึงป. 4 แม้จะมีครูเพียงคนเดียว แต่นักเรียนรุ่นนั้นก็สามารถอ่านออกเขียนได้ ฉันเรียนอยู่ที่ศาลาเอนกประสงค์อยู่ 3 ปี เมื่อขึ้น ป. 4 โรงเรียนจึงได้ย้ายออกไปที่อาคารโรงเรียนหลังใหม่ที่ออกไปนอกวัด อยู่ชายทุ่งใกล้บ้านเข้ามาอีกประมาณ 500 เมตร ปีที่ผมเรียนจบ ป 3 นับเป็นปีสุดท้ายที่ต้องย้ายจากโรงเรียนในวัดออกมาสู่โรงเรียนนอกวัด