วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552

เพื่อนร่วมรุ่น

สมัยนั้น(2510)ไม่มีชั้นอนุบาล นักเรียนจะเข้าเรียนชั้นป. 1 กันเลย แต่จะมีชั้นป.เตรียม(เตรียมประถม) เด็กที่เข้าชั้นเรียน ป.เตรียม ส่วนมากมาเข้าเรียนก่อนอายุถึงเกณฑ์สักปีหรือสองปี เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะขึ้น ป.1 สมัยก่อนมีกฏหมายบังคับ พ่อแม่จะต้องส่งลูกเข้าเรียนหนังสื่ออย่างน้อยเมื่อถึงเกณฑ์อายุ 8 ขวบ หากใครไม่ส่งลูกเข้าเรียนก็จะมีเจ้าหน้าที่(ศึกษาธิการอำเภอ) มาติดตามถึงบ้าน และขู่ว่าจะเอาพ่อแม่ไปส่งทางการ ทำนองว่าอาจติดคุกอะไรประมาณนั้น แต่เท่าที่ทราบไม่เคยเห็นมีใครติดคุกสักราย แต่สมัยนั้นครูใหญ่จะออกสำรวจว่าแต่ละปีลูกหลานใครบ้างที่จะเข้าเกณฑ์ต้องไปโรงเรียนก็จะได้รับแจ้งว่าให้ไปโรงเรียนในปีหน้านะ สำหรับผมแม่ส่งเข้าเรียน ป.1 เลยครับ ตั้งแต่เริ่มเรียน ป.1 มีเพื่อนที่เรียนร่วมรุ่นกันดังนี้ ด.ช.เฟื่อง แสนเกื้อ ด.ช. ประสิทธิ(ตุ้ย) .... (ลูกน้าคล้าย) ด.ช. วิลาศ แก้วแกมพุฒ ด.ญ. นัยนา ยอดนุ้ย ด.ญ.สุมาลี มะลิแก้ว ด.ญ. มณฑา จงหลิม ด.ญ.จิม นวลแก้ว ด.ญ.ประไพ คงชุม ด.ญ.อมร ....... (ลูกหนังเซิ้น) ด.ช.สุทัศน์ ลั่นก้อง เข้าเรียนพร้อมกันแต่จบ ป.4 ไม่พร้อมกัน ส่วน ด.ช.วน นวลแก้ว เป็นรุ่นพี่ประมาณ 1-2 ปี แต่เรียนตกซ้ำชั้นจนมาจบพร้อมกันที่ ป.4

สมัยนั้นเด็กที่เข้าเรียนจะมีการสอบเทอมละครั้ง การประเมินผลผ่านหรือไม่ผ่าน คิดจากร้อยละของการสอบปลายภาค(สอบไล่) เช่น ขณะเรียนอยู่ ป.2 เทอมแรกสอบไล่ได้ ร้อยละ 60 เทอมที่สองสอบไล่ได้ ร้อยละ 80 เฉลี่ยตอนจบเท่ากับสอบได้ร้อยละ 70 เป็นต้น คะแนนร้อยละที่สอบได้ตอนจบ ป.2 จะทิ้งไปเลย เมื่อจะขึ้น ป. 3 ก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ เทอมแรกได้เท่าไร ค่อยเอามาเฉลี่ยกับเทอม 2 แล้วค่อยสรุป ว่าจบ ป.3 ได้คะแนนร้อยละเท่าไร อย่างนี้เป็นต้น ระยะหลังมาได้เปลี่ยนระบบการประเมินผลการเรียนเป็นระบบเกรดที่คิดผลการเรียนเฉลี่ยเป็นช่วงชั้น

ตอนนั้นผลการเรียนของผมอยู่ในเกณฑ์ดี จะมีคู่แข่งที่ผลัดกันได้ที่ 1 - 2 อยู่เพียง 2 คน คือกับ ด.ญ. นัยนา ยอดนุ้ย แต่ส่วนมากผมจะได้ที่ 2 มากกว่า เหตุที่ผมเรียนได้อ่อนกว่าเขาน่าจะเป็นเพราะพื้นฐานที่บ้านหรือพูดง่ายๆ คือครอบครัวของเราทั้งพ่อและแม่ต้องทำงานอยู่กับทุ่งนาและสวนยาง พื้นฐานการศึกษา ป.4 การจะสอนพิเศษหรือติวให้ลูกจึงเป็นสิ่งเกินกำลัง แต่ทั้งพ่อและแม่สอนให้ผมใช้ความพยายามให้มากที่สุด คำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ เช่น "วันนี้มีการบ้านอะไรบ้าง" "ทำแล้วหรือยัง" "ทำการบ้านให้เสร็จก่อนนอนนะ" "อ่านหนังสือบ้างนะ" แต่ทางครอบครัวของเขาซึ่งอยู่กับน้าที่เป็นครูทั้งสองคน ทั้งน้าชายและน้าสะใภ้ เขาจึงมีโอกาสได้ติว ได้สอนการบ้าน และให้คำแนะนำพิเศษต่างๆ ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ก็เรียนในระดับปานกลางตามแตกต่างกันไป ใครเก่งกว่าใครจำไม่ได้แล้ว แต่คนที่เรียนแล้วตกซ้ำชั้นคือ ด.ช.สุทัศน์ ลั่นก้อง ที่เข้าเรียนชั้น ป.1 พร้อมกัน เมื่อผมเลื่อนชั้นขึ้น ป.2 เขาต้องเรียน ป. 1 อีกปี เมื่อผมขึ้นชั้น ป.3 เขาเลื่อนขึ้น ป.2 เมื่อผมขึ้น ป.4 เขาก็ซ้ำชั้น ป.2 ซึ่งท้ายที่สุดเขาก็จบ 2 พร้อมกับผมจบชั้น ป.4 ความจริงสุทัศน์เป็นเด็กที่ฉลาด มีไหวพริบ มีประสบการณ์ในท้องทุ่งมากว่าใคร แต่สุทัศน์ไปอยู่กับพ่อเฒ่า(คุณตา) ที่เอาสุทัศน์ไปเลี้ยงอีกบ้าน ทำให้สุทัศน์ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ ชอบเข้าป่ายิงนกตกปลาไปตามประสา ถึงเวลาสอสุทัศน์ไม่ค่อยได้สนใจสอบ ทำให้ได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 50 ทำให้ต้องตกซ้ำชั้นบ่อย เฉลี่ยสุทัศน์เรียนชั้นละสองปี ปัจจุบันนี้แม้เพื่อนจะเรียนในระดับชั้นประถมและมัธยมแบบตะกุกตะกัก แต่ระยะหลังสุทัศน์เห็นว่าเพื่อนเรียนไปกันหมดแล้ว สุทัศน์รู้สึกตัวจึงมุ่งมานะเรียนจนจบปริญญาตรี แม้จะจบหลังคนอื่นสัก 5-7 ปี แต่สุทัศน์ก็ประสบความสำเร็จในชีวิต ปัจจุบันรับราชการทหารมีอาชีพและครอบครัวที่ที่มั่นคง

ที่นำเรื่องนี้มาเล่าเพื่อให้มองเห็นภาพในเชิงประวัติศาสตร์ว่าสมัยหนึ่งมีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง และทำให้มองเห็นสภาพการจัดการเรียนการสอนโดยเฉพาะการประเมินผลการเรียนสมัยนั้นที่แตกต่างจากสมัยนี้ แต่เชื่อไหม เด็กสมัยนั้นจบ ป.4 สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่เด็กปัจจุบันนี้ (2552) จบ ป. 6 ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น