วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เรียนต่อที่ไหนดี

เมื่อจบประถม 4 ที่โรงเรียนวัดโรงวาส เพื่อนร่วมรุ่นก็ต้องแยกย้ายกัน ส่วนใหญ่ก็ออกไปทำนาทำสวน เพราะสมัยนั้นการศึกษาภาคบังคับเป็นเพียงประถม 4 หากใครไม่ประสงค์เรียนต่อก็ไม่มีใครว่าอะไร ต้องเข้าใจสังคมสมัยนั้นสักนิดนะครับว่า การไม่ส่งลูกเรียนให้จบภาคบังคับเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง นายอำเภอจะต้องมาสอบถามและติดตามว่ามีเหตุผลอย่างไรที่ไม่ส่งลูกเรียนภาคบังคับ การที่นายอำเภอมาถึงบ้านจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ พ่อแม่บางคนจึงโล่งอกที่ลูกจบการศึกษาภาคบังคับ หลังจากนั้นลูกๆ ที่จบการศึกษาภาคบังคับก็จะได้ช่วยพ่อแม่ทำนาทำสวนแบ่งเบาภาระ เพื่อนๆส่วนหนึ่งจึงออกไปทำสวนทำนาและแต่งงานมีครอบครัว ส่วนที่ประสงค์จะเรียนต่อประถมปลาย (ป.5 - ป.7) ต้องไปเรียนที่โรงเรียนบ้านโคกโพธิ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนชั้นประถมปลายมานาน แต่โชคดีที่ปีนั้นชั้นประถมปลายได้ขยายมาสู่ระดับตำบล เพื่อนๆส่วนหนึ่งจึงไปเรียนต่อที่โรงเรียนบ้านท่าเรือ บางส่วนก็ไปเรียนที่โรงเรียนวัดสุนทรวารี ซึ่งหากนับโรงเรียนวัดโรงวาสเป็นศูนย์กลางทั้งสองโรงเรียนจะห่างจากโรงเรียนวัดโรงวาสประมาณ 2 ก.ม. โรงเรียนวัดสุนทรวารีจะมีนักเรียนที่เป็นไทยพุทธเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ในชุมชนพุทธ ส่วนโรงเรียนบ้านท่าเรือก็จะตรงกันข้าม แต่เพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนต่อประถมปลายก็ไปเรียนที่โรงเรียนบ้านท่าเรือเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าครูใหญ่โรงเรียนบ้านท่าเรือสมัยนั้นคือครูคลิ้ง จันทร์เพ็ญ ซึ่งมีบ้านอยู่ในหมู่บ้านใกล้ๆกับโรงเรียนวัดโรงวาสนั่นเอง จึงสามารถตะล่อมให้ผู้ปกครองส่งลูกหลานเข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านท่าเรือได้ทั้งหมด สำหรับผมแม่ตัดสินใจใส่งไปเรียนที่โรงเรียนบ้านโคกโพธิ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในตัวอำเภอ ด้วยเหตุผลว่าจะได้ไปหาประสบการณ์ในเมือง ผมจึงต้องปั่นจักรยานเป็นระยะทาง 4 ก.ม. เศษ ไปกลับทุกวัน เพื่อนร่วมรุ่นของผมที่ต้องปั่นจักรยานไปเรียนด้วยกันที่โรงเรียนบ้านโคกโพธิ์ก็มี นัยนา ยอดนุ้ย สุมาลี มะลิแก้ว จุรีย์ ชนะทอง แล้วก็ผมซึ่งเป็นผู้ชายคนเดียว ทั้งสามคนนั้นเขาอยู่บ้านใกล้กันที่บ้านประดู่ เขาจะปั่นจักรยานไปพร้อมกัน แต่สำหรับผมเป็นลูกบ้านควน ซึ่งห่างจากบ้านประดู่ประมาณ 1500 เมตร ก็ต้องปั่นจักรยานไปคนเดียว อีกอย่าง คือ เด็กผู้หญิงเขาจะออกจากบ้านเช้า ปั่นไปเรื่อยๆ แต่ผมจะออกจากบ้านสายกว่าแต่ก็เร่งปั่นจนไปทันเขาใกล้ๆ โรงเรียน ท้ายที่สุดก็ถึงโรงเรียนพร้อมกันครับ

สมัยนั้นทางเข้าออกหมู่บ้านกับตัวอำเภอตลอดระยะทาง 4 ก.ม. จะเป็นถนนลูกรัง เมื่อถึงหน้าฝนจะเป็นหลุมเป็นบ่อ การปั่นจักรยานต้องคอยหลบหลีกไม่ให้ตกหลุม ซึ่งหากมีน้ำขังจะทำให้รองเท้าและเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนได้ บางคราวเมื่อเขาปรับแต่งถนนใหม่ๆ ลูกรังให่ยังไม่เซ็ตตัวดี เมื่อฝนตกลงมาลูกรังจะกลายเป็นดินเหนียวสีแดงติดล้อรถจักรยานจนอัดเข้าไประหว่างล้อกับบังโคลนอัดแน่นจนล้อหมุนไม่ได้ ต้องจอดแคะดินลูกรังออก ไปต่อได้สักระยะก็จะติดเหมื่อนเดิมอีก เคล็ดลับก็คือต้องปั่นจักรยานลงไปในหลุมที่มีน้ำขัง ดินลูกรุงเมื่อโดนน้ำก็จะหลุดออกไป มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะปั่นกลับจากโรงเรียนพร้อมๆ เพื่อนดินลูกรังเข้าไปอัดล้อจักรยานจนไปไม่ได้ ประกอบ ปลื้มกมลา เพื่อนรุ่น้องหนึ่งปีถึงกับจอดรถนั่งร้องให้ เพราะไม่รู้จะเอารถไปอย่างไร แต่สำหรับผมตัดสินใจทิ้งจักรยานไว้ข้างทาง เอาแต่กระเป๋านักเรียนเดินกลับบ้านไปบอกพ่อว่าเอาจักรยานกลับไม่ได้รถติดโคนล้อไม่หมุน พ่อเอารถกลับมาให้ คืนนั้นพ่อจัดแจงถอดบังโคลนจักรยานออกหมด แล้วเอาไม้กระดานฝาหน้า 6 นิ้วใส่แทนกันดินโคลนขึ้นโดนเสื้อผ้า ทำให้ดินไม่อัดกับล้อ รุ่งเช้าผมปั่นจักรยานไปโรงเรียนได้เพียงคันเดียว นอกนั้นเพื่อนๆ ต้องเดินไปโรงเรียนระยะทาง 4 ก.ม.

เราทุลักทุเลไปเรียนอย่างนี้จนจบประถมปลาย แล้วหลังจากนั้นก็เข้าเรียนต่อมัธยมต้นที่โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอเพียงโรงเรียนเดียว ช่วงนี้นอกจากพวกเรา 4 คน แล้ว ยังมีเพื่อนที่จบประถมปลายมาจากโรงเรียนบ้านท่าเรืออีกหลายคน บรรยากาศการไปโรงเรียนจึงสนุกสนานมากขึ้น โดยเฉพาะเวลากลับ ซึ่งโรงเรียนจะเลิกและกลับพร้อมกัน แต่สำหรับผมยังเหมือนเดิม คือ ไปช้ากว่าใครเขา กลับช้ากว่าใครเขา แต่ถึงจุดหมายปลายทางพร้อมกัน คือไล่ตามเขาจนทัน ถึงบ้านและถึงโรงเรียนพร้อมกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น