จากสภาพของหมู่บ้านห่างจากตัวอำเภอสี่กิโลเมตร ท่ามกลางนาข้าวและสวนยาง ครอบครัวเรามีห้าคนพี่สาวและน้องสาว ทั้งพ่อและแม่ตื่นไปกรีดยางตั้งแต่ตีสามตีสี่ โดยพวกเราพี่น้องหลับปุ๋ยไม่รู้สึกตัว ในวัยเด็กผมต้องนอนอยู่บ้านกับพี่สาวและน้องสาว ครั้นพี่สาวอายุ 16 ปี ก็แต่งงานไปอยู่กับครอบครัวสามี อายุผมอ่อนกว่าพี่สาว 5 ปี แสดงว่าจณะนั้นผมอายุ 11 ขวบ หลังจากพี่สาวย้ายออกไป ครอบครัวเราก็เหลือเพียง 4 คนตอนมีพี่สาวอยู่ด้วยพี่สาวทำกับข้าวให้กิน เมื่อพี่สาวแยกเรือนไปผมต้องอยู่บ้านกับน้องสาวตามลำพัง เราต้องตื่นแต่เช้าช่วยเหลือตนเองก่อนไปโรงเรียน มื้อเย็นเมื่อคืนแม่หุงข้าวไว้ให้แล้ว เป็นข้าวที่หุงกินสองมื้อ ส่วนใหญ่มื้อเย็นเราต้องกินกับข้าวให้หมด เพราะเราไม่มีตู้เย็นเก็บเนื้อเก็บผัก อย่างดีที่สุดคือมีปลาเค็มตุนไว้ แต่มื้อเช้าเราต้องกินข้าวเช้าทุกวัน มีไม่บ่อยนักที่มื้อเช้ามีทั้งข้าวพร้อมกับข้าว พ่อแม่สอนให้เราช่วยเหลือตนเองตั้งแต่เด็ก พ่อจะทำเครื่องมือจับปลางายๆ ให้ผมได้เรียนรู้วิธีจับปลาง่ายๆ โดยไม่ต้องรู้เทคนิคและฝีมือการทำนัก แต่รู้วิธีการไปกู้ปลากลับบ้านได้ก็พอ แต่ท้ายที่สุดเมื่อโตขึ้น ผมก็เรียนรู้ที่จะทำเครื่องมือหาปลาเองได้
เครื่องมือดักปลาที่ง่ายที่สุดคือ "ซ่อน" ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปกรวยปากกว้างท้ายแคบ ทำด้วยซี่ไม้ไผ่สีสุกหนาประมาณ 2-3 มม. กว้างประมาณ 10-15 มม. ยาวประมาณ 1.00-1.20 ม. แล้วใช้เชือกกรอให้เป็นรูปกรวย ให้มีรูรั่วให้น้ำลอดได้ตามขนาดของเชือกที่กรอ กะขนาดเชือกประมาณเท่าก้านไม้ขีด การทำให้ปากกว้างท้ายลีบ โดยการเหลาซี่ไม้ไผให้ด้านปากกว้างกว่าด้านหาง การกรอ ด้านปากที่ต้องการกว้างก็ใช้เชือกเส้นโตกว่าปกติ เคล็ดลับของการทำซ่อน คือ จำนวนซี่ของซ่อนต้องเป็นเลขคี่ จะทำให้จังหวะการกรอลงตัว โดยหมุนวนจากปากซ่อนไปถึงท้ายซ่อนด้วยเชือกเส้นเดียว
การดักซ่อน อาศัยแรงไหลเชี่ยวของน้ำดันกุ้หอยปลูปลาเข้าไปในซ่อน แล้วออกไม่ได้ การทำช่องน้ำต้องหาทำเลที่ระดับน้ำสองฝั่งคันนาต่างกันมากๆ ใช้จอบขุดช่องน้ำให้กว้างประมาณ 6-8 นิ้ว ใช้มือลูบให้เศษดินไหลผ่านไปให้หมด ใช้ไม้ขนาดนิ้วก้อยยาวประมาณคืบเสียบดักคอซ่อน กันโดนน้ำดันซ่อนหลุดหายไปกับน้ำ แรงดันของน้ำไหลเชี่ยวจะติดหมดทุกอย่าง ทั้งกุ้งหอย ปู ปลา และเศษใบไม้ใบหญ้า การวางซ่อน ต้องวางในตอนหัวค่ำ ใช้เวลาให้ปลาเข้าซ่อนทั้งคืน ค่อยไปเก็บกู้ตอนรุ่งเช้า
ผมต้องตื่นเช้าราวๆ ตีห้า เพื่อไปเก็บปลาจากซ่อนมาทำอาหารเช้าเอง การเดินไปตามคันนาในบรรยากาศฟ้าสลัว เห็นทางเดินลางๆ ไม่ต้องใช้ไฟส่องนำทาง เดินไปด้วยความคุ้นเคยต่อคันนาที่คดเคี้ยว แม้ช่วงออกจากบ้านจะมองไม่ค่อยเห็น แต่หลังออกจากแสงตะเกียงสักพัก สายตาจะปรับเอง ค่อยๆ ชัดขึ้น อีกอย่าง ยิ่งเดินออกไปแสงอาทิตย์จะเริ่มมากขึ้น อากาศยามเช้าท่ามกลางทุ่งนาช่างสดชื่นดีนัก กลิ่นหอมของต้นข้าวแต่ละแปลงจะแตกต่างกันตามพันธุ์ข้าวที่ปลูก ข้าวหอมกินอร่อยแต่หนูนาก็ชอบ ข้าวที่ทนต่อหนูและแมลงกินไม่อร่อยแต่ได้ปริมาณเยอะ
ผมไปถึงจุดวางซ่อนดักปลา ก็เทปลาใส่ถัง ซึ่งจะมีทั้งปูปลากุ้งหอยและเศษหญ้า หยิบของที่ไม่ต้องการออก เหลือไว้เฉพาะกุ้งกับปลาเอากลับบ้าน คัดเฉพาะกุ้งแยกออกใส่ถังไว้ แม่จะกลับมาจัดการอีกที ผมต้องเอาปลามาจัดการ ถ้าเป็นปลาช่อนต้องขอดเกล็ดผ่าท้องเอาใส้และเหงือกออก ถ้าเป็นปลาดุกก็เอาเหงือกและใส้ออก ใช้มีดเชือดพอเนื้อเปิด โขลกขมิ้นกับเกลือและกระเทียมเคล้าให้เข้าเนื้อปลา ทอดกับน้ำมันมะพร้าวกินเป็นมื้อเช้ากับน้องก่อนไปโรงเรียนทุกวัน
ในวัยหนุ่มผมสูง 181 เซ็นติเมตร น้องสาวสูงตั้ง 170 กว่า ทั้งที่พ่อแม่และบรรพบุรุษก็ไม่ได้สูงกว่าผมและน้อง นึกย้อนไปต้องขอบคุณพ่อและแม่ที่ให้โปรตีนเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา ที่หามาเองในวัยเด็ก
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น