ในวัยเด็ก อายุตอนนั้นน่าจะประมาณสิบขวบ ทุกวันเสาร์แม่จะไปขายของที่ตลาดนัดหน้าอำเภอ แม่บอกว่าการขายของทำให้เราได้กินของราคาถูก เราขายหอมกระเทียม ทำให้เราไม่ต้องซื้อหอมกระเทียม เราขายอะไรเราได้กินสิ่งนั้น ตอนแม่พูดให้ฟังในวัยเด็กก็ไม่ค่อยจะเข้าใจหรอก แต่โตมาจึงรู้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ในฤดูร้อน อากาศแล้งจัด สะตอฝักละ ๑ บาท ในขณะที่หากเป็นในฤดูฝักละ ๒๐ สตางค์ เท่านั้นเอง แต่ผมชอบกินสะตอ โดยเฉพาะสตอหมกไฟ หอมกรุ่นอร่อยอย่าบอกใครเชียว เมื่อแม่รู้ว่าผมชอบสตอ แม่จึงอยากจะซื้อสะตอมาให้ผม แต่ฝักละบาทในฤดูแล้งนั้นแสนจะแพง "คนฐานะอย่างเราซื้อของแพงกินไม่ไหวหรอก" แม่ว่า "แต่หากเราซื้อสะตอราคาส่งมาขายปลีกเช่น ซื้อมาร้อยฝักละ ๘๐ บาท หรือฝักละ ๘๐ สตางค์ เอามาขายปลีกฝักละบาท ขายได้สัก ๗๐ ฝัก ได้เงินคืนมา ๗๐ บาท เหลือสะตออีก ๓๐ ฝัก กับยังไม่ได้ทุนคืนอีก ๑๐ บาท สะตอที่เหลือ ๓๐ ฝัก มูลค่าซื้อมา คือ ๑๐ บาท เป็นกำไร เอาสะตอที่เหลือมูลค่าฝักละ ๓๓ สตางค์ไว้กิน ทำให้ได้กินสะตอราคาถูก เหมือนกับสะตอในฤดู"
ทุกเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดเรียน แม่มอบหมายให้ผมบรรทุกข้าวสารกระสอบละ ๒ ถัง จากบ้านไปที่ตลาดนัด แม่จะขนของบางส่วนด้วยรถเครื่องล่วงหน้าไปก่อน แม่บอกว่าการขายผักต้องขายแต่เช้า เพราะมีโอกาสได้ขายส่งให้แม่ค้าด้วยกัน แต่ข้าวสารเป็นของหนัก แม่จะขนไม่หมด หากสขนส่งกับรถสองแถว ซึ่งทั้งหมู่บ้านมีเพียงคันเดียว ก็ถึงตลาดนัดสายเกินไป แม่เลยให้ผมเป็นคนขนส่งข้าสารให้
ผมใช้จักรยานของพ่อ เป็นคันที่พ่อให้ผมปั่นไปโรงเรียนทุกวัน โรงเรียนกับตลาดนัดห่ากันประมาณ ๓๐๐ เมตร ในขณะที่บ้านกับโรงเรียนระยะทาง ๔ ก.ม. ผมปั่นจักรยานไปกลับโรงเรียนทุกวัน การปั่นจักรยานไปส่งข้าวสารให้แม่เสาร์ละสองเที่ยวจึงไม่ใช่ไกลมากมาย แม่ให้ค่าขนมในการปั่นจักรยานไปส่งข้าวสารเที่ยวละ ๕ บาท เท่ากับราคาค่าขนส่งด้วยรถสองแถว ข้าวสารในกระสอบนั้นปริมาณ ๒ ถัง สมัยนั้นขายถังละ ๒๕ บาท ขณะที่แม่ขายข้าวสารได้ ๔ ถัง ประมาณ ๑๐๐ บาท ผมจะได้ค่าขนม ๑๐ บาท ก็เป็นเงินเยอะอยู่เพราะตอนนั้ราคาทองคำบาทละ ๔๐๐ บาท แม่บอกว่า ให้ค่าขนส่งกับลูก ดีกว่าให้คนอื่น เพราะอย่างน้อยเงินที่ได้สัปดาห์ละสิบบาท แม่ให้ค่าขนมไปโรงเรียนเพียงนิดหน่อยก็พอแล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าข้าวกลางวันมากนัก
ท้ายที่สุดแม่ก็ได้ประหยัดเงินอีกต่อ
วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553
อาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน
จากสภาพของหมู่บ้านห่างจากตัวอำเภอสี่กิโลเมตร ท่ามกลางนาข้าวและสวนยาง ครอบครัวเรามีห้าคนพี่สาวและน้องสาว ทั้งพ่อและแม่ตื่นไปกรีดยางตั้งแต่ตีสามตีสี่ โดยพวกเราพี่น้องหลับปุ๋ยไม่รู้สึกตัว ในวัยเด็กผมต้องนอนอยู่บ้านกับพี่สาวและน้องสาว ครั้นพี่สาวอายุ 16 ปี ก็แต่งงานไปอยู่กับครอบครัวสามี อายุผมอ่อนกว่าพี่สาว 5 ปี แสดงว่าจณะนั้นผมอายุ 11 ขวบ หลังจากพี่สาวย้ายออกไป ครอบครัวเราก็เหลือเพียง 4 คนตอนมีพี่สาวอยู่ด้วยพี่สาวทำกับข้าวให้กิน เมื่อพี่สาวแยกเรือนไปผมต้องอยู่บ้านกับน้องสาวตามลำพัง เราต้องตื่นแต่เช้าช่วยเหลือตนเองก่อนไปโรงเรียน มื้อเย็นเมื่อคืนแม่หุงข้าวไว้ให้แล้ว เป็นข้าวที่หุงกินสองมื้อ ส่วนใหญ่มื้อเย็นเราต้องกินกับข้าวให้หมด เพราะเราไม่มีตู้เย็นเก็บเนื้อเก็บผัก อย่างดีที่สุดคือมีปลาเค็มตุนไว้ แต่มื้อเช้าเราต้องกินข้าวเช้าทุกวัน มีไม่บ่อยนักที่มื้อเช้ามีทั้งข้าวพร้อมกับข้าว พ่อแม่สอนให้เราช่วยเหลือตนเองตั้งแต่เด็ก พ่อจะทำเครื่องมือจับปลางายๆ ให้ผมได้เรียนรู้วิธีจับปลาง่ายๆ โดยไม่ต้องรู้เทคนิคและฝีมือการทำนัก แต่รู้วิธีการไปกู้ปลากลับบ้านได้ก็พอ แต่ท้ายที่สุดเมื่อโตขึ้น ผมก็เรียนรู้ที่จะทำเครื่องมือหาปลาเองได้
เครื่องมือดักปลาที่ง่ายที่สุดคือ "ซ่อน" ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปกรวยปากกว้างท้ายแคบ ทำด้วยซี่ไม้ไผ่สีสุกหนาประมาณ 2-3 มม. กว้างประมาณ 10-15 มม. ยาวประมาณ 1.00-1.20 ม. แล้วใช้เชือกกรอให้เป็นรูปกรวย ให้มีรูรั่วให้น้ำลอดได้ตามขนาดของเชือกที่กรอ กะขนาดเชือกประมาณเท่าก้านไม้ขีด การทำให้ปากกว้างท้ายลีบ โดยการเหลาซี่ไม้ไผให้ด้านปากกว้างกว่าด้านหาง การกรอ ด้านปากที่ต้องการกว้างก็ใช้เชือกเส้นโตกว่าปกติ เคล็ดลับของการทำซ่อน คือ จำนวนซี่ของซ่อนต้องเป็นเลขคี่ จะทำให้จังหวะการกรอลงตัว โดยหมุนวนจากปากซ่อนไปถึงท้ายซ่อนด้วยเชือกเส้นเดียว
การดักซ่อน อาศัยแรงไหลเชี่ยวของน้ำดันกุ้หอยปลูปลาเข้าไปในซ่อน แล้วออกไม่ได้ การทำช่องน้ำต้องหาทำเลที่ระดับน้ำสองฝั่งคันนาต่างกันมากๆ ใช้จอบขุดช่องน้ำให้กว้างประมาณ 6-8 นิ้ว ใช้มือลูบให้เศษดินไหลผ่านไปให้หมด ใช้ไม้ขนาดนิ้วก้อยยาวประมาณคืบเสียบดักคอซ่อน กันโดนน้ำดันซ่อนหลุดหายไปกับน้ำ แรงดันของน้ำไหลเชี่ยวจะติดหมดทุกอย่าง ทั้งกุ้งหอย ปู ปลา และเศษใบไม้ใบหญ้า การวางซ่อน ต้องวางในตอนหัวค่ำ ใช้เวลาให้ปลาเข้าซ่อนทั้งคืน ค่อยไปเก็บกู้ตอนรุ่งเช้า
ผมต้องตื่นเช้าราวๆ ตีห้า เพื่อไปเก็บปลาจากซ่อนมาทำอาหารเช้าเอง การเดินไปตามคันนาในบรรยากาศฟ้าสลัว เห็นทางเดินลางๆ ไม่ต้องใช้ไฟส่องนำทาง เดินไปด้วยความคุ้นเคยต่อคันนาที่คดเคี้ยว แม้ช่วงออกจากบ้านจะมองไม่ค่อยเห็น แต่หลังออกจากแสงตะเกียงสักพัก สายตาจะปรับเอง ค่อยๆ ชัดขึ้น อีกอย่าง ยิ่งเดินออกไปแสงอาทิตย์จะเริ่มมากขึ้น อากาศยามเช้าท่ามกลางทุ่งนาช่างสดชื่นดีนัก กลิ่นหอมของต้นข้าวแต่ละแปลงจะแตกต่างกันตามพันธุ์ข้าวที่ปลูก ข้าวหอมกินอร่อยแต่หนูนาก็ชอบ ข้าวที่ทนต่อหนูและแมลงกินไม่อร่อยแต่ได้ปริมาณเยอะ
ผมไปถึงจุดวางซ่อนดักปลา ก็เทปลาใส่ถัง ซึ่งจะมีทั้งปูปลากุ้งหอยและเศษหญ้า หยิบของที่ไม่ต้องการออก เหลือไว้เฉพาะกุ้งกับปลาเอากลับบ้าน คัดเฉพาะกุ้งแยกออกใส่ถังไว้ แม่จะกลับมาจัดการอีกที ผมต้องเอาปลามาจัดการ ถ้าเป็นปลาช่อนต้องขอดเกล็ดผ่าท้องเอาใส้และเหงือกออก ถ้าเป็นปลาดุกก็เอาเหงือกและใส้ออก ใช้มีดเชือดพอเนื้อเปิด โขลกขมิ้นกับเกลือและกระเทียมเคล้าให้เข้าเนื้อปลา ทอดกับน้ำมันมะพร้าวกินเป็นมื้อเช้ากับน้องก่อนไปโรงเรียนทุกวัน
ในวัยหนุ่มผมสูง 181 เซ็นติเมตร น้องสาวสูงตั้ง 170 กว่า ทั้งที่พ่อแม่และบรรพบุรุษก็ไม่ได้สูงกว่าผมและน้อง นึกย้อนไปต้องขอบคุณพ่อและแม่ที่ให้โปรตีนเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา ที่หามาเองในวัยเด็ก
เครื่องมือดักปลาที่ง่ายที่สุดคือ "ซ่อน" ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปกรวยปากกว้างท้ายแคบ ทำด้วยซี่ไม้ไผ่สีสุกหนาประมาณ 2-3 มม. กว้างประมาณ 10-15 มม. ยาวประมาณ 1.00-1.20 ม. แล้วใช้เชือกกรอให้เป็นรูปกรวย ให้มีรูรั่วให้น้ำลอดได้ตามขนาดของเชือกที่กรอ กะขนาดเชือกประมาณเท่าก้านไม้ขีด การทำให้ปากกว้างท้ายลีบ โดยการเหลาซี่ไม้ไผให้ด้านปากกว้างกว่าด้านหาง การกรอ ด้านปากที่ต้องการกว้างก็ใช้เชือกเส้นโตกว่าปกติ เคล็ดลับของการทำซ่อน คือ จำนวนซี่ของซ่อนต้องเป็นเลขคี่ จะทำให้จังหวะการกรอลงตัว โดยหมุนวนจากปากซ่อนไปถึงท้ายซ่อนด้วยเชือกเส้นเดียว
การดักซ่อน อาศัยแรงไหลเชี่ยวของน้ำดันกุ้หอยปลูปลาเข้าไปในซ่อน แล้วออกไม่ได้ การทำช่องน้ำต้องหาทำเลที่ระดับน้ำสองฝั่งคันนาต่างกันมากๆ ใช้จอบขุดช่องน้ำให้กว้างประมาณ 6-8 นิ้ว ใช้มือลูบให้เศษดินไหลผ่านไปให้หมด ใช้ไม้ขนาดนิ้วก้อยยาวประมาณคืบเสียบดักคอซ่อน กันโดนน้ำดันซ่อนหลุดหายไปกับน้ำ แรงดันของน้ำไหลเชี่ยวจะติดหมดทุกอย่าง ทั้งกุ้งหอย ปู ปลา และเศษใบไม้ใบหญ้า การวางซ่อน ต้องวางในตอนหัวค่ำ ใช้เวลาให้ปลาเข้าซ่อนทั้งคืน ค่อยไปเก็บกู้ตอนรุ่งเช้า
ผมต้องตื่นเช้าราวๆ ตีห้า เพื่อไปเก็บปลาจากซ่อนมาทำอาหารเช้าเอง การเดินไปตามคันนาในบรรยากาศฟ้าสลัว เห็นทางเดินลางๆ ไม่ต้องใช้ไฟส่องนำทาง เดินไปด้วยความคุ้นเคยต่อคันนาที่คดเคี้ยว แม้ช่วงออกจากบ้านจะมองไม่ค่อยเห็น แต่หลังออกจากแสงตะเกียงสักพัก สายตาจะปรับเอง ค่อยๆ ชัดขึ้น อีกอย่าง ยิ่งเดินออกไปแสงอาทิตย์จะเริ่มมากขึ้น อากาศยามเช้าท่ามกลางทุ่งนาช่างสดชื่นดีนัก กลิ่นหอมของต้นข้าวแต่ละแปลงจะแตกต่างกันตามพันธุ์ข้าวที่ปลูก ข้าวหอมกินอร่อยแต่หนูนาก็ชอบ ข้าวที่ทนต่อหนูและแมลงกินไม่อร่อยแต่ได้ปริมาณเยอะ
ผมไปถึงจุดวางซ่อนดักปลา ก็เทปลาใส่ถัง ซึ่งจะมีทั้งปูปลากุ้งหอยและเศษหญ้า หยิบของที่ไม่ต้องการออก เหลือไว้เฉพาะกุ้งกับปลาเอากลับบ้าน คัดเฉพาะกุ้งแยกออกใส่ถังไว้ แม่จะกลับมาจัดการอีกที ผมต้องเอาปลามาจัดการ ถ้าเป็นปลาช่อนต้องขอดเกล็ดผ่าท้องเอาใส้และเหงือกออก ถ้าเป็นปลาดุกก็เอาเหงือกและใส้ออก ใช้มีดเชือดพอเนื้อเปิด โขลกขมิ้นกับเกลือและกระเทียมเคล้าให้เข้าเนื้อปลา ทอดกับน้ำมันมะพร้าวกินเป็นมื้อเช้ากับน้องก่อนไปโรงเรียนทุกวัน
ในวัยหนุ่มผมสูง 181 เซ็นติเมตร น้องสาวสูงตั้ง 170 กว่า ทั้งที่พ่อแม่และบรรพบุรุษก็ไม่ได้สูงกว่าผมและน้อง นึกย้อนไปต้องขอบคุณพ่อและแม่ที่ให้โปรตีนเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา ที่หามาเองในวัยเด็ก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
